วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2557

"ฺBehind The True" แด่ผู้กล้าผู้อยู่เบื้องหลังความจริง

ตอนแรกตั้งใจว่า บทความที่2 จะเขียนเกี่ยวกับเครื่องสำอางค์ที่ใช้บ่อยๆ อย่างที่เขียนค้างไว้ในครั้งแรก
แต่ก็ยังไม่มีจังหวะในการเขียนสักที แต่มาวันนี้ มีเรื่องนึง ที่เข้ามากระแทกใจจนต้องเอามาแชร์ ซึ่งไม่เกี่ยวกับเครื่องสำอางค์เลยสักนิด

เรื่องของเรื่อง คือวันนี้ได้ไปดูหนังผี แต่ดูไปได้แค่ 1/4 ของเรื่อง ก็หันไปบอกน้องสาวว่า "ไม่ไหวว่ะ ดูแล้วเครียด" แล้วก็เดินออกจากโรงหนัง ดูโน่น ดูนั่นไปเรื่อยเปื่อย ลงบันไดเลื่อนลงมา สะดุดตากับ backdrop สีขาวๆ เห็นคำว่า Charity ก่อนเป็นคำแรกเลย ซึ่งดิฉันนั้นเป็นชะนีที่พ่ายแพ้ต่อคำว่า Charity ยิ่งชีพ  เดินวนไป วนมา แล้วก็เลยเดินเข้าไปถาม พบว่า เป็นการขายเสื้อ เพื่อนำเงินรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายไปซื้ออุปกรณ์ เครื่องอุปโภค บริโภค มอบให้กับเจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร "สถาบันนิติวิทยาศาสตร์" ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ ณ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ชะนีสวมวิญญาณอดีต PR ผู้ชื่นชมกิจกรรม CSR อย่างไม่รีรอ แม้จะตกงานอยู่ แต่ก็ควัก 300 บาทออกไปแบบไม่ยั้งคิด (ใช้หัวใจมากกว่าสมองตลอดดด) ได้เสื้อไซส์ L มาตัวนึง ซื้อเสร็จ อ่ะ...ไม่จบๆ ชะนีขี้สงสัย ถามต่อ ว่า เป็นโครงการของใครคะ? คือไม่ได้กลัวจะโดนหลอก แต่อยากรู้จริงๆ ว่า เป็นของใคร แล้วก็ได้ทราบว่า เป็นโครงการของนิตยสาร WOW Magazine Society ชื่อโครงการว่า WOW Charity "Behind The True" ชื่อโครงการภาษาไทย คือ " แด่...ผู้กล้าที่อยู่เบื้องหลังความจริง"

เราก็สตั๊นไปจึ๊กนึงว่าเฮ้ย!! เราไม่เคยรู้จักนิตยสารเล่มนี้มาก่อนเลยว่ะ (แกไปอยู่ไหนมาวะ) แล้ว "คุณแขก" ซึ่งเป็น Event Manager เลยเมตตาชะนีหน้ามึน เล่าถึงความเป็นมาของนิตยสารว่า มีมาสองปีแล้วค่ะ ที่ไม่ธรรมดากว่านั้น คือเป็นนิตยสาร Bilingual ที่เป็นภาษาไทย-ภาษาลาวค่ะ  (Me:น่ารักอ้ะ)

 เราก็ เฮ้ยยย ปลื้มยิ่งขึ้นไปอีก (อีนี่ เป็นชะนีที่ปลื้มง่าย)  มันน่ารักตรงนี้แหละ เสน่ห์มันอยู่ที่ภาษาลาว เพราะคล้ายคลึงกับภาษาไทย ตัวอักษรก็อ่อนช้อย สวยงาม    แล้วคุณแขกก็เล่าต่อ ว่า นิตยสารเล่มนี้ร่วมมือกับทาง สปป ลาว ผลิตและตีพิมพ์ขึ้น เพราะต้องการเปิดมุมมอง เอาเรื่องราวสาระ เทรนด์แฟชั่น ไปให้กับพี่น้องทางโน้นให้ได้อัพเดท และแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างกัน ซึ่งได้รับการตอบรับดีมาก (อันนี้ คุณแขกกล่าว)
ทีมงานนิตยสาร (ซ้ายมือคือ คุณแขก)
คือ เรื่องนิตยสารนี้ มันเปิดโลกใต้กะลาของเราว่า มันยังมีนิตยสารที่น่าซื้อ น่าอ่านอีกเล่ม นอกเหนือจากที่ชั้นมักจะเสียตังค์ซื้อ Cleo เอย ELLE เอย โดยเฉพาะเวลามีกระเป๋าแจก หรือคูปอง 1 แถม 1 ของกาแฟตรานางเงือกน้อยนิตยสาร WOW Magazine  Society จะเป็นอีกเล่มที่จะต้องอ่านมั่งแล้ว (ไม่ได้ค่าโฆษณาเลย กล้าพูดอย่างเต็มปาก เพราะเพิ่งรู้จักนิตยสารก็วันนี้)

กลับมาที่โครงการ WOW Charity "Behind The True" หรือชื่อโครงการภาษาไทย คือ " แด่...ผู้กล้าที่อยู่เบื้องหลังความจริง"  ซึ่งจริงๆ เป็นหัวใจของเรื่องที่เขียน (แต่เอ็งโม้เรื่องนิตยสารนานมากนะนังหมวย)
คือ เรารับรู้ถึงพลังงานบางอย่าง เราเชื่อในการร่วมกันทำสิ่งดีๆ เงินเพียงเล็กๆน้อยๆ แต่เราสามารถช่วยคนได้อีกเยอะมาก แล้วคนเหล่านั้น ก็เป็นอาสาสมัครที่ลงไปเสี่ยงชีวิต ไปช่วยตำรวจ ทหาร ทำงาน เรานึกไม่ออกเลยว่า พวกเขาจะได้อะไร คำว่าอาสาสมัคร ก็ คือ  -ึง อาสามาแล้วนิ อย่าเรียกร้องเงินทองนะเฟร้ยยย แต่พวกเขาก็ทำอะ จะด้วยความศรัทธาในตัวคุณหญิงหมอพรทิพย์ หรือเพราะจิตใจที่รักการทำงานเพื่อคนอื่น หรือแบบพวกที่หลายคน (เช่นพ่อแม่ดิฉันเอง) ชอบเรียกว่า "กินอุดมการณ์คลุกข้าว" ก็เหอะ  แต่เราก็มองว่า พวกเขาน่ายกย่องมาก แล้วก็จริงๆนะ ทาง สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เองก็ไม่ได้ต้องการเงิน แต่ถ้าจะกรุณา ก็อยากให้สนับสนุนเรีื่องการจัดซื้ออุปกรณ์ เครื่องอุปโภคบริโภคให้อาสาสมัคร คือ อย่างน้อยๆให้พวกเขาได้ทำงานบรรลุตามวัตถุประสงค์ ดำรงชีพได้ด้วยอาหารง่ายๆ  ลองคิดเล่นๆว่า เงิน 299 บาท เรากินกาแฟ กินเบเกอรี่ หรือซื้อเสื้อ 1 ตัว ก็หมดแล้ว แต่ 299 บาท(หลังหักค่าใช้จ่าย) หรือจะกี่บาทก็แล้วแต่บริจาค มันต่อชีวิตให้เหล่าอาสาสมัคร มันเติมแรงใจให้พวกเขาได้ทำงานที่เขาเลือกอย่างเต็มที่ เราว่า "มันดีมากนะ"

โครงการนี้ มีไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2557 ถ้าใครอยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ อยากได้เสื้อด้วยได้บุญด้วย ก็ติดต่อซื้อได้ที่คุณแขก/คุณหนึ่ง ที่เบอร์ 086-336-1556  หรือ ถ้าแบบไม่ need เสื้อจ้าาา แต่อยากบริจาค ร้อยนึง สองร้อย ตามแต่กำลัง ก็ร่วมบริจาคเข้าโครงการได้ที่ ธนาคารกสิกรไทย สาขาซีคอนบางแค เลขที่บัญชี 034-2-88196-3 ชื่อบัญชี บจก. ว้าว แมกกาซีน โซไซตี้ กันตามอำเภอใจได้เลย

เราย้ำอีกครั้ง ว่า เราไม่ได้อะไรจากการเขียนครั้งนี้เลย แต่มันสุขใจนะ ที่ได้บอกต่อ แล้วคงจะดี ถ้ามีคนไปร่วมบริจาคกันเยอะๆ เงินแค่เล็กๆน้อยๆของเรา ถ้ามันจะช่วยให้พวกเขาทำงานที่ยิ่งใหญ่ได้ คิดดูสิ ว่ามันน่าปลื้มไหมล่ีะ ชีวิตมันต้องมีรับและมีให้ มันถึงจะเป็นชีวิตที่มีความสุข เราคิดแบบนี้จริงๆ


แถมท้ายด้วยหน้าปก น้องหยาดทิพย์  ถ่ายคู่กับน้องบอย นักร้อง วง M-Maq ชายหนุ่มขวัญใจสาว สปป ลาว คือเจ๊ดูไป ก็แอบเช็ดน้ำลายไป น้องเค้าแซ่บดีเอาะ อิอิ และ ก็ขอแอบเอาหน้าหมวยๆแทรกเข้าไปมีส่วนร่วมซะนิดนึง พอเป็นน้ำจิ้ม

สุดท้าย เราอาจจะเขียนยาวไปสักนิด น่าเบื่อไปสักหน่อย ก็ทนๆอ่านหน่อย  "มือใหม่หัดเขียน" ขอน้อมรับทุกคำวิจารณ์เพื่อปรับปรุงค่ะ



ปล. เล่มนี้ก็ไม่ได้ซื้ออะ คุณแขกให้มาอ่าน คงอยากให้ชั้นออกจากกะลา 555 


#wow magazine charity

วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2557

จุดเริ่มต้นของการเป็นผู้หญิง

สวัสดีค่ะ ไม่รู้จริงๆว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ขอเริ่มเอาดื้อๆแบบนี้เลยแล้วกัน Blogนี้เกิดขึ้นจากความอยากล้วนๆ อยากเขียน อยากพิมพ์ อยากเล่า และเราก็มีหลายสิ่งที่อยากจะเขียน อยากจะพิมพ์ อยากจะเล่า มากมายซะจนจับต้นชนปลายไม่ถูกจริงๆ   ที่ได้มาเริ่มเขียน ก็เพราะถ้าไม่เริ่ม มันก็ไม่เริ่มซะที (อันนี้ไม่ได้กวน พูดจริงๆ)    วันนี้แนะนำตัวกันแบบเบาๆก่อนแล้วกันค่ะ เราเป็นคนหนึ่งที่สนใจเรื่องความสวยความงาม ก็ตามประสาผู้หญิงหน้าตาปานกลางค่อนไปทางบ้านๆน่ะนะคะ แถมยังรักการกินการเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ จนทำให้เรามีน้ำหนักที่เมื่อเอาส่วนสูงมาหักลบกับเลขมาตรฐาน ที่จะบอกว่าคุณอ้วนไป ผอมไป เราอยู่ในเกณฑ์แรกค่ะ ฮี่ๆๆๆ แต่ไม่เป็นไรค่ะ เราชอบออกกำลังกาย ในเวลาที่ไม่ขี้เกียจซะจนเกินไป มันเลยทรงๆทรุดๆ อยู่เรื่อยมา อันนี้หมายถึงน้ำหนักนะคะ         ช่างเรื่องน้ำหนักกันเถอะค่ะ อย่างที่บอกว่าเราเป็นคนชอบความสวยความงาม   ชอบเครื่องสำอางค์  ชอบดูคนเก่งๆแต่งหน้าตาม Youtube     แต่ถามว่าพัฒนาการเป็นอย่างไร สำหรับตัวเอง จากวันแรกที่เริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้หญิงเมื่อเกืิอบ 10 ปีที่แล้ว เราก็พอใจกับพัฒนาการตัวเองมากพอตัวค่ะ   

เราเป็นคนหนึ่งที่ยืดอก บอกทุกคนได้เลยว่าเราเสริมจมูกมาค่ะ ก็ตอนอายุ 26 นั่นแหละ คือเริ่มจากไว้ผมยาวก่อนเลย นึกภาพนะคะ จากคนที่ไว้ผมซอยสั้นมาตลอดตั้งแต่ปี 1 จนถึงอายุ 26 ปี ไอ่เราเริ่มรู้สึกว่า "เฮ้ย อยากสวยอ่ะ" จริงๆค่ะ คิดแค่นั้นเลย โดยส่วนตัวก็ไม่คิดว่าตัวเองขี้เหร่นะ แต่มันยังสวยได้อีกไง เลยเอาเงินที่มีตอนนั้นราวๆ 2 หมื่นบาท ไปเสริมจมูก โอเค ได้จมูกมาหนึ่งอัน ไม่สวยมาก ไม่แย่มากและยังใช้จมูกอันนั้นจนถึงทุกวันนี้  ต่อจากเสริมจมูก เราก็เริ่มหัดแต่งหน้า อันนี้ต้องบอกว่า จริงๆ ชอบเครื่องสำอางค์ชอบดูแม่แต่งหน้ามาตั้งแต่เด็กแต่แต่งเองไม่เป็น แล้วพอเรียนมหาวิทยาลัยเราก็ไม่ใช่คน(ห่วง)สวย เลยปล่อยๆมันไป แต่ก็ยังอุตส่าห์เคยอยู่ชมรมการแสดงและเป็นช่างแต่งหน้าละครเวทีด้วยนะคะ (แต่ฝีมือง่อยมากก) จนมาหัดแต่งจริงจัง ตอนมีซิลิโคนมางัดดั้งเนี่ยแหละค่ะ 
เราก็เรียนผิดเรียนถูกมาเรื่อยๆ ชอบที่สุดก็ตอนเดินผ่านร้านวัตสันตรงอนุเสาวรีย์ชัยฯผ่านทุกวัน ก็ต้องได้อะไรติดไม้ติดมือมาสักอัน ไม่ว่าจะลิปกลอสเอย ลิปสติก บลัชออน แป้ง  ระยะแรกของการแต่งหน้า เขียนคิ้วยังไม่เป็นเลยค่ะ มีแค่ทาแป้ง ปัดแก้ม ทาปาก แค่นี้ก็เปลี่ยนเด็กกะโปโลเป็นหญิงสาวได้มากโขแล้วค่ะ  จากนั้น ก็ค่อยๆ ดูตามนิตยสาร ดูตามเว็บไซต์ ตอนนั้นสิงในห้องโต๊ะเครื่องแป้งจนได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง แล้วก็เสียเงินตามไปซื้อหลายอย่างเช่นกัน จากนั้นก็ซึมซับมาเรื่อยๆ จากแค่ทาแป้ง ปัดแก้ม ทาปาก เราก็เริ่มเขียนคิ้ว กรีดตา อันนี้ต้องกราบขอบพระคุณผู้คิดค้นอายไลเนอร์ออกมา มันเปลี่ยนชีวิตเราาอีกหนค่ะ  เราดูเป็นอาหมวยน้อยลงเมื่อกรีดตา ไม่ใช่ว่าเป็นอาหมวยไม่ดี แต่เพิ่งรู้ว่ามันมีวิธีทำให้หน้าตาเราเปลี่ยนได้อีกนะเนี่ย ระหว่างนั้นเราก็จะดูแลตัวเองด้วยการกินวิตามิน อาหารเสริม ชีวิตพลิกไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆค่ะ เราดูดีขึ้นได้จริงๆ แค่เราใส่ใจตัวเอง เรารักตัวเอง อยากทำให้ตัวเองดูดี บอกเลยว่าไม่ได้ทำเพื่อใคร หรือเพื่อเอาชนะใคร แต่เพื่อตัวเองล้วนๆ  รอบหน้า เราจะเอาเครื่องสำอางค์ที่เรามีไว้ในครอบครองและวิตามินที่กินบ้างไม่กินบ้างมาแชร์ให้ฟัง ว่าอันไหนเป็นอย่างไรในความคิดเห็นของเรานะคะ แล้วเจอกันค่ะ ^__^